October 07
อันเนื่องมาจาก "ชื่อจริง"
.....
“พี่อ๊บ หวัดดีครับ”
หนุ่มน้อยหน้าตาเคยคุ้นทักฉันพร้อมยกมือไหว้
เมื่อเราออกจากลิฟท์บนตึกที่ทำงานเก่า
ในวันหนึ่งของกลางเดือนกันยายน ปี 2550
"อ่า...หวัดดีคับ"
ฉันรับไหว้นั้นและพยายามจะแนะนำเขากับเพื่อนรุ่นพี่
"น้องเขาอยู่โต๊ะเรา ฝ่ายศิลป์...เอ๊ะ ใช่เปล่า"
หนุ่มน้อยทำหน้าพิกลแต่ยังคงยิ้มตามภาพเดิมๆ
ไม่น่าเชื่อว่าช่วงเวลาไปกี่ปี
ที่ฉันลาออกจากโรงพิมพ์แห่งนี้
ฉันจะค่อยๆ ทยอยลืมอดีตเพื่อนร่วมงานลงไปเรื่อยๆ...ได้ไง??
คนบางคนที่ผ่านมาในชีวิตฉัน
ไม่น่าเชื่อว่า
บางคนแม้ไม่เคยเจอะเจออีกเลยนับ 30 กว่าปี
แต่ฉันยังจำชื่อและนามสกุลได้อย่างแม่นยำ
บางคนขนาดติดรถไปเที่ยวค้างอ้างแรมด้วยกัน
แต่ฉันกลับลืมได้กระทั่งชื่อเล่น
ความสำคัญของคนในโลกนี้
สำหรับฉันอยู่ตรงไหน...ยังตอบตัวเองไม่ได้
"แล้วค่อยคุยกันนะ"
เธอเอ่ยเมื่อเรากำลังลาจากกัน
โดยไม่รู้ว่าโอกาสที่จะได้เจอกันอีก
....จะมาถึงในวันไหน
"แล้วจะคุยกันอย่างไรล่ะ ไม่มีเบอร์" ฉันถาม
เธอบอกเบอร์ให้ฉันกดเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือ
ชื่อที่ฉันนึกออกตอนกดบันทึก
คือชื่อเล่นเธอ...คำเดียว
แม้จะอ่อนด้อยด้านภาษาต่างด้าว
แต่ปกติฉันไม่ค่อยเก็บชื่อในโทรศัพท์เป็นภาษาไทยนัก
แต่วันนั้นด้วยความรีบฉันจึงบันทึกชื่อเล่นเธอเป็นภาษาไทย
ผ่านไป 2-3 วัน
ฉันนึกถึงเบอร์เธอที่บันทึกไว้
ลองกดไล่ดู...ชื่อเล่นของเธอ
แม้จะเป็นภาษาไทย แต่เป็นชื่อเดียวโดดๆ
ซ้ำกับใครหลายคนที่ฉันรู้จักด้วยชื่อเล่นเดียวกัน!!!
ฉันนึกว่าจะหาคำขยายชื่อเธอด้วยคำไหน
จึงจะแยกเธอได้จากประดาชื่อเล่นเดียวกันทั้งหมด
และฉันก็นึกถึงชื่อจริงขึ้นมา
ทำไมฉันไม่บันทึกเบอร์เธอด้วยชื่อจริงล่ะ
........
ชื่อจริง
......
ชื่อจริง
....
ชื่อจริง
...
ชื่อจริงของเธอ..รุ้งสีเขียว
คนที่ครั้งหนึ่งระหว่างเราได้ชื่อว่าเป็นคนรักกัน
เธอมีชื่อจริงว่าอะไร?????
แล้วฉันก็นึกย้อนอดีตกลับไป
วันที่ฉันได้เจอกับเธอครั้งแรก
เธอปรากฎตัวในฐานะเพื่อนร่วมห้องตอน ป.6
เธอเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาหลังเปิดเทอมไปแล้ว
เรารู้จักและทักกันในวันนั้น
เพราะบังเอิญว่าพ่อเธอที่มาส่งถึงห้องรู้จักครอบครัวฉัน
จากเพื่อนร่วมห้อง
ฉันเรียนจบ ป.6 และสอบย้ายไปเรียนร.ร.ใกล้บ้าน
ขณะที่เธอโชคร้าย..สอบตก จึงต้องเรียนซ้ำชั้นที่นั่น
ฉันไม่เคยคิดว่า เราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกเลย
จากเด็กใหม่ในโรงเรียนใกล้บ้าน
ความที่มาจากโรงเรียนฝรั่งที่มีชื่อเสียง
ทำให้ฉันเป็นจุดเด่นโดยปริยายสำหรับเพื่อนๆ ที่มีพื้นฐานครอบครัวต่างกัน
ในวัยวานนั้นความซ่าของฉันไม่เป็นรองใครๆ
ไม่น่าเชื่อที่วันนี้
ฉันจะกลับกลายเป็นคนขี้อายไปได้
ฉันทำกิจกรรมเกือบทุกอย่างที่พอจะทำได้
เพื่อที่จะเรียนรู้และเริ่มที่จะเรียนรัก
....และเริ่มรับรู้ว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์!!!
ม.5 เกือบปีสุดท้ายของการเรียนที่นั่น
ฉันได้เจอกับเธออีกครั้ง...ในฐานะน้องใหม่ ม.4
จากเพื่อนร่วมห้อง
ฉันกลายมาเป็นพี่ของเธอที่นี่
และเธอกลายมาเป็นน้องของฉัน
ชีวิตของเราคงจะต่างคนต่างไปอีกครั้ง
ถ้าบังเอิญฉันไม่รู้จักเธอ(อีกครั้ง)ในฐานะแฟนของเพื่อนที่ฉันรู้จัก
ย้อนคิดถึงตอนนี้
ฉันจำชื่อจริงของเธอได้แล้วล่ะ
...ดวงฤทัย...
เจ้ารุ้งสีเขียว
...คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักคนแรกของฉัน!!!
7 ตุลาคม 2550
-1-
ดอกปีปจะร่วงเวลาไหนกันแน่..
ฉันไม่ค่อยแน่ใจ
ตื่นมาเช้าๆ จะเห็นดอกปีปร่วงหล่นอยู่ใต้ต้น
ตอนเย็นๆ เดินออกไปปิดประตูบ้าน
ก็จะรู้สึกได้ถึงดอกปีปที่ปลิดปลิวลงมา
ไม่อยากจะฟันธงว่า ปีปน่าจะสละจากต้นตอนเย็นๆ
เพราะวัดจากก้านดอก
ที่เดินก้มเก็บตอนเช้าๆ
บางดอกยังสดชื่นแต่ก้านดอกกลับบอบช้ำต่างกัน
อยากจะหาโอกาสไปซื้อดอกไม้ปากคลองฯ
แต่ไม่มีคนติดรถเพื่อลงไปซื้อดอกไม้ให้
อันที่จริงหาซื้อดอกไม้สดไม่ยาก
ยิ่งดอกไม้ที่คนไม่มีฝีมืออย่างฉันคิดจะซื้อ
แต่อารมณ์ทุกครั้งที่นึกถึงดอกไม้
จะนึกถึงที่นั่นทุกครั้ง
...ตลาดขายส่งดอกไม้ ปากคลองตลาด...
-2-
"ฮัลโหล หมูปิ้ง 30 ไม้จ้า"
"มารับกี่โมงคะ"
ฉันมองนาฬิกา คำนวณเวลาชั่วขณะ
"เจ็ดโมงครึ่งจ่ะ ขอข้าวเหนียว 6 ถุงด้วยนะ"
วางสายแล้ว ใจก็คิดไปว่า ฉันนัดช้าไปหรือเปล่า
แต่โชคดีที่ไม่ได้โทรไปขอเลื่อนนัดเธอขึ้นมา
ฉันทำธุระส่วนตัว อาบน้ำ แต่งตัว 07.20 น.แล้ว
ฉันจอดรถริมถนน แวะซื้อหมี่กะทิและขนมครกให้หลานสาว
ก่อนจะเดินไปถึงร้านหมูปิ้ง
ฉันมองลูกค้าที่ยืนรออยู่ก่อนและมองบริเวณรถเข็น
ปราศจากบรรจุภัณฑ์ซึ่งน่าจะเป็นหมูปิ้งของฉัน
"หมูปิ้ง 30 ไม้ที่โทรมาสั่งไว้จ่ะ"
แม่ค้าที่กำลังง่วนมองหน้าฉันแว่บหนึ่ง..แล้วเธอก็เหลือบตาไปมองนาฬิกา
....07.25 น....
ฉันไม่ได้ช้าและก็ไม่ได้มาเร็วเกินไป
เวลาอีก 5 นาทีซึ่งจะถึง 07.30 น.ที่นัดไว้นั้น
หมูปิ้งของฉันควรจะกำลังลำเลียงลงถุงหรือรอท่าไว้แล้ว
"สงสัยต้องลัดคิว เขาโทรมาสั่งไว้"
แม่ค้าเงยหน้าบอกลูกค้าซึ่งคงเป็นคิวของเธอพอดี
ฉันไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด
ไม่ได้คิดว่าตัวเองแซงคิว ลัดคิว ฉันทำตามกติกา
แต่ทำไม ฉันต้องมายืนรอหมูปิ้งอีก....หาาาาาาา
-3-
วันนี้ฉันได้รับทราบข่าวใหม่
ที่ไม่ได้อยู่เหนือการคาดเดาสักเท่าไหร่
เมื่อร่างกายและจิตใจไร้พันธนาการ
ฉันเชื่อว่าทุกคนต่างมีอิสระที่จะคิดและทำ
อะไร...อะไร...ตามแต่หัวใจจะเรียกร้อง
ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอันใด
ฉันยังเชื่อและศรัทธาในรัก
ไม่ว่าหัวใจใครจะเปลี่ยนไป
ฉันยังเชื่อและศรัทธาในรัก
"...ไปดีเถอะนะ พี่ขออวยพรให้เจ้า...ไปดี..."
-4-
"พรุ่งนี้กบตีรถเข้าไปปิ่นเกล้าฯ เอาอึแม่ไปส่งห้องไตหน่อย"
พี่สาวฉันเกริ่นหลังโทรไปคุยกับพยาบาลที่นั่น
"อืมม ได้สิ แล้วต้องรอฟังผลไหม"
"บางผลไม่ต้องรอ บางผลอาจต้องรอ ปรึกษาห้องไตแล้วกัน"
"ได้จ่ะ"
"ไหนๆ ก็ไหนๆ เอาน้ำยาเข้าไปให้ตรวจด้วยแล้วกัน"
โชคดีที่นัดเดิมตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว
...กินข้าววันเกิดรุ้งสีน้ำเงิน...
ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันอังคารเรียบร้อย
ไม่เช่นนั้น
ฉันคงต้องโทร.ไปขอโทษที่ต้องเป็นคนผิดนัด
-5-
บ่ายคล้อย
ฉันพาพี่สาวไปบ้านน้องชาย
เพื่อเลือกและเก็บเสื้อผ้าของแม่
แยกและปรึกษาว่าใครจะใส่ได้บ้าง
เพราะปริมาณเสื้อของแม่ไม่ใช่น้อยๆ เลย
นึกไปถึงเสื้อผ้าในตู้ของฉัน
แล้วก็นึกว่าเมื่อไหร่จะลงมือตัดใจ ปล่อยวางได้เสียที
ซื้อเวลาอยู่นั่นแล้ว
ภารกิจหลายเรื่องที่ยังคาราคาซังอยู่ ไม่เสร็จสิ้นเสียที : (
6 ตุลาคม 2550
: สุขสันต์วันเกิด
รู้สึกตัวตื่นพร้อมกับย้ำตัวเอง
"สุขสันต์วันเกิด"
ย้ำและซ้ำอีกหลายครั้งอย่าลืมโทรศัพท์หาเธอ
...คนดีของชีวิต...
นึกถึงเมื่อวันวาน
ระหว่างหนทางบางบัวทอง-แยกประชานุกูล
มีสายเรียกเข้าจากเบอร์ดีแทค
ซึ่งปกติฉันไม่ค่อยได้เปิดมาหลายวันแล้ว
"อ๊บเหรอ วันอังคารนะ"
"หา เจ๊ วันอังคารไม่ได้อ่ะ พ่อไปโรงพยาบาล"
"อ้าว เหรอ......"
หลายประโยคอย่างให้ความหวังในการนัดกันของเรา
แต่ฉันรู้สึกและเจียมตัวเองดีพอ
แค่ฉันไม่สะดวกคนเดียว
กับคนที่สะดวกพร้อมกันหลายคน
คงไม่มีการเลื่อนวันนัดสำหรับโอกาสวันเกิดของเธอ
"น่าจะรู้ตัวเองดีนะ"
ไอน้องรักมันช่วย(ตอก)ย้ำความสำคัญของฉันในวงคืนนั้น
ซึ่งฉันก็ช่วยผสมโรง
เน้นย้ำความเป็นคนไม่สำคัญของตัวเอง ; )
5 ตุลาคม 2550
: สบาย...สบาย
ฉันปล่อยให้ตัวเองสบายๆ มาระยะหนึ่ง
น่าจะนับตั้งแต่กลับจากหาหมอ
สบายๆ แบบของฉันคือ การนิ่งบ้าง พักบ้าง
ปล่อยให้คนอื่นมองว่าขี้เกียจบ้าง
โดยการถือโอกาสงีบตอนกลางวันข้างเตียงแม่
แม่อาการไม่ค่อยดีพอๆ กับฉัน
กินอาหารเข้าไปแล้วก็ปล่อยออกมา
...เหมือนลูกนก...
ที่ฉันว่า ฉันอาการไม่ดีคือ อาการแน่นหน้าอก
และอาการปวดหัวกะโหลกด้านขวา
ซึ่งฉันไม่ได้บอกหมอ
เพราะคิดว่าบอกไปก็คงจะเท่านั้น
อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด
แต่การได้ยินยอมพร้อมใจให้ร่างกายได้พักบ้าง
ช่วยทำให้ความปวดกระดูกลดลงได้พอสมควร
อย่างน้อยช่วงกลางวัน ฉันก็ไม่ค่อยปวด
ยกเว้นแต่ตอนกลางคืนและเมื่อรู้สึกตัวตอนเช้า
ที่ร้าวรานแทบจะไม่อยากทำอะไร
: ลมโชย...เสียที
แดดร่มลมตก
ฉันต่อสายฟอกไต-ทำแผลแม่เสร็จ
จึงหันไปทำแผลให้พ่อต่ออีกคน
คว้าแบล็คเลเบิ้ลหย่อนใส่ถุง ก่อนจะขับรถออกจากบ้าน
กำลังว่าจะโทรศัพท์หาน้องที่นัดกันไว้
เธอก็ต่อสายเข้ามาเสียก่อน
"อยู่ไหนแล้ว"
"กำลังออกจากบางบัวทอง เสร็จกันแล้วเหรอ"
เวลานั้นเพิ่งจะห้าโมงครึ่ง ฉันคิดว่าพวกเธอน่าจะเสร็จหกโมงเย็น
"ตกลงเรานัดกันวันนี้เหรอ"
"หา...ฮ่าาา ก็เปลี่ยนจากวันจันทร์เป็นวันนี้ไง"
ฉันนึกขำ โหมดความเข้าใจคนเรา
บทจะอยากสับสนก็ทำมึนดีนักแล
ฉันใช้เส้นทางตัดใหม่ตัดเข้า ถ.พิบูลสงคราม
ร้านลมโชยที่เรานัดกัน
เป็นร้านข้างทาง(รถไฟ)ที่ตั้งมานานหลายปีมักมาก
ฉันได้ยินกิตติศัพท์มานาน
จนมีโอกาสได้มากินไม่นานเท่าไหร่ก่อนลาออก
นึกอเมซิ่งกับร้านนี้อย่างมาก
ด้วยหนทางก่อนถึงร้านนั้น แทบจะมืดสนิท
คงไม่มีใครเชื่อว่าจะมีร้านอาหารอร่อยพอใช้เรียกคนได้ตั้งอยู่
เจ้าถิ่นมาถึงและสั่งอาหารรอท่าอยู่แล้ว
เกือบห้าทุ่มที่เราเตรียมแยกย้ายจากกัน
เพราะฝ่ายหนึ่งสงสารฉัน ที่ไม่อยากเข้าห้องน้ำยองๆ ที่นี่
ด้วยว่าเจียมสังขารตัวเอง
แม้จะอยากยื้อ แต่ภาระในวันรุ่งขึ้นของแต่ละคนยังมี
: ไม่ชอบยูเทิร์น
แยกย้ายออกมาจากร้าน
ฉันมุ่งหน้าใช้เส้นทางเดิมเพื่อกลับบ้าน
จนใกล้ถึงสะพานพระราม 7 นั่นจึงนึกขึ้นได้
ตั้งใจว่าจะแว่บเข้าโรงพิมพ์นี่หว่า ฮาาาา
กะว่าจะแวะทักทายอดีตเพื่อนร่วมงานที่สนิทกัน
เพราะวันนี้เป็นวันอยู่เวรของพวกเธอทั้งคู่
ถ้าสังขารปกติ
ฉันคงตีรถวกกลับเข้าไปใหม่
แต่ด้วยความที่ยังเกรงใจตัวเองอยู่บ้าง
จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตามุ่งหน้ากลับบ้านต่อไป
4 ตุลาคม 2550
: เกือบไปแล้า....
ฉันรั้งรอที่จะไปจ่ายของเข้าบ้านอยู่ 2 วัน
เลื่อนแล้วเลื่อนอีกประสาคนหลายใจ
บ่อยครั้งที่ฉันเป็นเยี่ยงนี้
เมื่อนึกขี้คร้านขึ้นมา...นัดไรใครไว้ก็ขอเลิกได้ง่ายๆ
อันที่จริง ฉันไม่ต้องรอหรือเลื่อนใดๆ ก็ได้
ถ้าคิดจะดุ่ยๆ ไปคนเดียวตามปกติ
แต่นึกอยากชวนน้องชายไปด้วย
เผื่อเขาจะอยากได้อะไรที่ฉันอาจเลือกไม่ถูกใจ
วันนี้จึงได้ฤกษ์ไปเดินแม็คโครเสียที
ตั้งแต่แม็คโครมีคู่แข่งขายส่งมาเปิดแข่งหลายเจ้า
ฉันก็ไม่ค่อยได้ไปใช้บริการ
เพราะที่นี่ไม่มีถุงน่ะสิ...เป็นสาเหตุใหญ่
แถมเป็นเจ้าแรกๆ ของค้าส่ง ทำให้ที่ตั้งอยู่รอบๆ เมือง
กว่าจะนึกขยันถ่อไปก็ต้องคิดแล้วคิดอีก
แต่เพราะน้องชายนั่นแหละ
"พี่ไปซื้อของที่ไหน แม็คโครเปล่า"
"ไม่แน่ ทำไมอ่ะ"
"จะฝากซื้อขนมจีบ"
นั่นแหละ จึงเป็นเหตุผลหลักใหญ่ที่ฉันชวนเขาไปด้วยกัน
"เตรียมถุงไปหรือยัง"
ฉันนึกขำน้องชายคนเล็ก
เพราะปกติเขาไม่ใช่คนมีระบบ ระเบียบเอาเสียเลย
แต่คราวนี้เกิดจะละเอียด รอบคอบขึ้นมาล่ะ ฮาาา
ด้วยความไม่เคยชินในการเดินซื้อของเข้าบ้านแบบรุงรัง
ครั้งแรกฉันจึงคิดจะชิ่ง
แต่สุดท้าย ก็ยอมลดอะไรๆ ของตัวเองเสียบ้าง
แล้วเดินจ่ายของเข้าบ้านกับเขา
"สามพัน......." พนักงานขายบอกจำนวนค่าเสียหาย
"เฮ้ย...."
เป็นครั้งแรกกระมังที่ฉันตกใจราคาค่าเสียหายของการจ่ายของเข้าบ้าน
ไม่ได้คิดว่าเขาคิดเงินผิด
แต่รู้สึกว่า เรา(ขน)ซื้ออะไรกันมานักหนา
แล้วถ้าตังค์ในกระเป๋าฉันไม่พอ
ที่นี่ไม่รับบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ของเขาเสียด้วย
...ฉันจะทำจะใด????....
: รู้สึกผิด..ไม่หาย
ฉันยังรู้สึกผิดไม่เลิกลา
เมื่อรับปาก นัด(แก้คิดถึง)กันไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน
แล้วฉันออกอาการขี้เกียจขึ้นมา จนโทรไปขอเลื่อนนัด...ออกไป
แม้จะเพิ่งแวะไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน
ความรู้สึกผิดในใจมันก็ไม่หายไปได้ง่ายๆ
...สัญญาต้องเป็นสัญญา...
รับปากรับคำอะไรใครไว้
ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ฉันทำได้...ฉันทำเสมอ
"วันนี้ขี้เกียจอีกแล้วอ่ะ เพิ่งกลับเข้ามา"
ฉันโทรศัพท์ไปสารภาพกับอดีตเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องเสียงอ่อยๆ
"เฮ้ย ไม่เป็นไร เมื่อไหร่เมื่อนั้น"
"เสาร์นี้ทำงานป๊ะ เอาวันเสาร์ไหม"
"ไม่ได้ อยู่เวร วันจันทร์สิก่อนกินเจ"
"เหรอ วันจันทร์เหรอ อืมม ได้ๆ งั้นเจอกันวันจันทร์ที่โรงพิมพ์เลยนะ หกโมงใช่ป๊ะ"
หลังตกปากรับคำเป็นมั่นเหมาะ
ฉันย้ำและซ้ำกับตัวเอง...อย่าเบี้ยวๆๆๆๆๆ
สักพักไม่นานเท่าไหร่ เธอต่อกลับมา
"พรุ่งนี้ได้ป๊ะ วันศุกร์"
"หา พรุ่งนี้เลยเหรอ อืมม ดีเหมือนกัน วันจันทร์มันไกลไป"
"อ้าว เหรอ แล้วทำไมไม่บอกฟ่ะ"
ฉันย้ำและซ้ำกับตัวเอง...อีกครั้ง
อย่าเปรี้ยว....
อย่าเบี้ยวๆๆๆๆๆ